I WORK ALONE ---> ไม่เวิร์ค #2

posted on 26 Mar 2009 04:10 by iworkalone
เดี๋ยวจะนานกว่านี้อีก รีบมาเขียนต่อดีกว่า

นอกจากจะกลัวว่าเดี๋ยวความเคยชินเก่าๆ จะโผล่ขึ้นมาอีก ก็ยังกลัวว่าคนจะเข้าใจผิดไปว่าบล็อกเบอร์ 2 จะเล่าเรื่องต่อจากภาพที่เห็นที่หมอชิต

มันก็จบแค่นั้นนั่นแหละครับ 555 ขี้เกียจของมนุษย์อะไรยังไงก็ลองไปคิดดูเล่นๆ ละกัน ผมเห็นว่ามันน่าสนใจดีนะ

ไม่เวิร์ค ในที่นี้มันมี 2 นัยยะ แต่นัยยะที่ 2 อาจจะไม่ค่อยสลักสำคัญเท่าไรสำหรับผู้อ่านที่ไม่รู้จักผมเป็นการส่วนตัวน่อ


นัยยะแรก

ที่ผมมีนิสัยลืมมาเขียนบล็อก ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปเนี่ยแหละ ที่มันไม่เวิร์ค อาจมีคนเถียงว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องฝืนตัวเอง คือประเด็นของผมมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่น่าจะอยู่ที่ว่ามันยังไม่กลายเป็นกิจวัตรของผมไปมากกว่า

ด้วยความขี้เกียจของผม (อันนี้ไม่เกี่ยวกับความขี้เกียจที่พูดถึงไปนะ 55) ผมก็จะไม่ค่อยเปิดใจหรือให้เวลากับสิ่งใหม่ๆ หรือโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตสักเท่าไร ลึกๆ ในใจแล้วมันก็มีความอยากลองสิ่งเหล่านี้อยู่นะ แต่นั่นแหละครับ ความขี้เกียจมาเป็นหมอกปกคลุมอยู่ และนั่งคิดดูเล่นๆ มันก็น่ามหัศจรรย์นะ คุณรู้ทั้งรู้ว่าแค่เปลี่ยนความคิดคุณก็สามารถฮึดสู้ลุกขึ้นมาทำอะไรตั้งหลายอย่างได้แล้ว แต่หลายๆ ครั้งมักถูกปัดตกไปเพราะเจ้าความขี้เกียจนี้แหละ (อย่างน้อยก็สำหรับผม)

สิ่งที่ผมเคยพยายามจะทำเป็นกิจวัตรแต่ทุกวันนี้ยังไม่สำเร็จก็มีมากมายจะเกิดขึ้นบ่อยมากในร้านหนังสือ ผมชอบซื้อหนังสือที่เป็นรูปแบบใหม่ๆ สำหรับตัวเองมาตุนไว้ แล้วสุดท้ายก็เกิดคร้านอ่านอย่างเชื่องช้า ซึ่งถ้าเทียบกับอัตราเร็วที่ซื้อหนังสือใหม่ๆ มาแล้วมันใช้ไม่ได้เลย ชีวิตนี้อ่านไม่ทันแน่นอนครับ

ที่น่าคิดต่อมาก็คือว่า ทำอย่างไรเราถึงจะแปลงสิ่งที่เราปรารถนาให้มันเป็นกิจวัตรให้กลายมาเป็นกิจวัตรได้จริงๆ ผมคงต้องนึกถึงกิจวัตรการเล่นคอมฯ ปัดกวาดเช็ดถูห้อง (ชอบจัดนู่นนี่ให้มันเรียบร้อยครับผม) และอื่นๆ อีกยิบย่อยว่าผมทำสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ ได้อย่างไรกัน


มันเลยทำให้นึกถึงกิจวัตรหรือนิสัยบางอย่างที่ตัวเองอยากจะเลิกด้วย นั่นคือการกัดเล็บ ทุกวันนี้ก็ยังกัดอยู่นะ ผมก็กัดมันมาแต่เด็กแล้วหละ ตอนนั้นผู้ใหญ่รอบข้างหลายคนก็เตือนกันหมดหละครับ บอกว่าผมมีปัญหาบ้าง แต่ผมมานึกดูแล้วผมก็ปกตินะ (จะไปแอบตำหนิเขาต่ออีกต่างหากว่าคุณลุงป้าน้าอานั่นแหละมีปัญหา เห็นผมกัดเล็บแล้วก็เอาไปเข้าสูตรเก่าๆ ว่าผมเป็นเด็กมีปัญหา 555) เอาเป็นว่าจะมีหรือไม่มีปัญหานิสัยกัดเล็บก็คงไม่สามารถแก้กันที่รากที่โคนได้ เพราะ "ปัญหา" ที่เป็นต้นตอนั้นคงผ่านมานานเกินไปแล้ว ก็ไว้ค่อยดูกันต่อไปละกันครับ เป็นกำลังใจให้ผมเลิกกัดเล็บด้วยนะ 555

นัยยะที่สอง

ตอนแรกผมจะไป Work & Travel แต่ตอนนี้ไม่ไปแล้ว และตัดสินใจกะทันหันมากด้วย เรียกว่าก่อนวันเดินทางไม่ถึงเดือนครับผม ฉุกละหุกเยี่ยงนี้ แน่หละต้องมีเหตุด่วนเหตุร้ายแน่นอน แต่สติของคนรอบข้างต่อสิ่งที่เกิดขึ้นก็เริ่มกลับมาอยู่ในอำนาจการควบคุมเหมือนปกติแล้วหละ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ

วันนี้ผมไปฟังบรรยายขายตรงเจ้าหนึ่งมา อาจจะไม่ใช่บล็อกต่อไป แต่ติดตามอ่านครับ! มีอะไรเด็ดๆ มันๆ มาเล่าแน่นอน!

I WORK ALONE ---> ไม่เวิร์ค #1

posted on 13 Mar 2009 21:42 by iworkalone

เอาแล้วไง

อุตส่าห์สัญญากับตัวเองว่าจะใส่ใจกับการบันทึกชีวิตให้มากกว่านี้ ต้องยอมพ่ายให้กับความวุ่นวายแบบคนเมืองจนได้

ขอบคุณการปิดเทอมที่ทำให้ผมมีเวลามาพิมพ์บล็อกลง exteen เป็นฉบับที่ 2

ระหว่างที่หายไป 2-3 เดือน ชีวิตคนเมืองไม่มีอะไรมาก ทั้งขำๆ ทั้งทรหดอดทน มีช่วงหนึ่งนอนน้อยเพราะเกิดบ้าอยากได้เกรดดีๆ (ชดเชยปี 1 ที่ไม่เอาอ่าวจนเกรดห่วยแตก) ก็เลยตื่นในเวลาที่ไม่ควรตื่น หลับในเวลาที่ไม่ควรหลับ ถึงกระนั้นก็เถอะ แม้ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตารางเวลาที่วางเอาไว้อย่างดีแล้ว ไอ้เราก็ยังไม่พอใจกับมัน งานเสร็จเป็นชิ้นๆ ไปเป็นระเบียบก็จริง แต่ปรากฎว่าเราลืมให้เวลากับ "ตัวเอง" แฮะ สรุปว่ามันก็เหนื่อยเช่นนี้ โปรดอย่าเข้าใจผิดไปว่าผมเกลียดชีวิตคนเมืองที่มันทำร้ายเราแบบนี้ ผมว่าสังคมมันก็ทำร้ายเราไม่ทางใดทางหนึ่งนั่นแหละครับ และยังไม่ขึ้นตรงต่อกาลเทศะอีกต่างหาก

ตอนนี้ผมกำลังพิมพ์บล็อกจากโคราชบ้านเกิด เหมือนกับตอนพิมพ์บล็อกแรกเป๊ะ ฤาชะตาบล็อก exteen ของผมจะผูกไว้กับจังหวัดนี้ ไม่มีใครทราบ ขณะนั่งรอรถกลับที่หมอชิต ก็เห็นภาพอะไรบางอย่างที่คิดว่าน่าจะเหมาะเหม็งมาเล่าเป็นบล็อกฉบับที่สองได้พอดิบพอดี

ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าจะเห็นคนหนึ่งข้าวมันไก่ อีกคนกินข้าวกะเพรา คนหนึ่งอ่านสตาร์ซอกเกอร์ อีกคนเล่นกับลูก คนหนึ่งดื่มเอ็มร้อยห้าสิบ อีกคนนั่งเฉยๆ และอีกหลายคนทำอีกหลายสิ่งในห้องห้องนั้น และอีกหลากคนหลายสิ่งในห้องต่อๆ มา อีกหลายคนมุ่งหน้าไปขึ้นรถโดยสารในขณะที่ผู้โดยสารขาออกอีกหลายคนสวนมา เอาเป็นว่ามันเยอะและเล็กน้อยเกินจะบรรยายให้หมดได้ สมมุติให้บรรยายว่าเกิดอะไรขึ้นใน 10 วินาทีห้วงหนึ่งของหมอชิต รับรองใช้เวลาบรรยายเป็นวัน

แล้วใครมันจะโง่มานั่งเสียเวลาบรรยายสิ่งเหล่านี้ (หาตัวได้ให้ตบหน้าข้างละสิบ) ดังนั้น ด้วยความขี้เกียจของมนุษย์ คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะบรรยายฉาก 10 วินาทีนี้ว่า "เป็นกิจกรรมหลากหลายในอีกวันหนึ่งของหมอชิต"

ด้วยความขี้เกียจของมนุษย์ ถ้าหากเราใช้กระบวนการเดียวกันกับสถานที่อื่นๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงพยาบาล รัฐสภา วัดวาอาราม พระราชวัง ฯลฯ เราก็คงจะบรรยายฉากของสถานที่เหล่านี้ในลักษณะเดียวกัน แม้มันจะต่างกันสุดโต่งก็ตาม

แล้วถ้าเกิดมันมีระเบิดตอนปีใหม่ อดีตนายกฯไทยถูกเนรเทศ เวิร์ลเทรดถล่ม และอื่นๆ ที่ไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดาหละ เราจะใช้กระบวนการตามที่พูดไปมาประยุกต์ได้ยังไง

ด้วยความขี้เกียจของมนุษย์ เราก็เลยยกตัวเองขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง แล้วใช้กระบวนการนี้กับโลกทั้งใบ เปล่งเสียงเยี่ยงนักปราชญ์ออกมาว่า "ในหนึ่งวันเราทำกิจกรรมกันอย่างหลากหลายเป็นปกติ สำหรับในบางวันก็เกิดเหตุพิสดารสลับกันบ้างเป็นธรรมดา เท่านั้นเอง"

สรุปแล้ว เมื่อเรามองย้อนกลับมาที่กิจกรรมหลากหลายตรงหน้า ที่เรามานั่งวิเคราะห์ว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร นิสัยส่วนตัวเป็นอย่างไร กินอะไรอยู่ มากับใคร แต่งตัวอย่างไร ทุกอย่างมันไม่มีค่าเลยใช่ไหม

เพราะมันก็แค่ กิจกรรมหลากหลายที่ทำกันเป็นปกติ และสำหรับในบางวันก็ถือเป็นเหตุพิสดารสลับกันบ้าง?

เรื่องนี้ใครที่ไหนก็คงพูดคงคิดกันมาหลายรุ่นแล้ว นี่จึงไม่ใช่ประเด็นของการมานั่งร่ายให้คุณฟัง ผมสนใจตรงนี้ต่างหาก...

บางครั้ง เราเสมือนตกผลึกสัจธรรมบางอย่างได้...ด้วยความขี้เกียจของมนุษย์?

(โปรดติดตาม I WORK ALONE ---> ไม่เวิร์ค #2)

จะพูดว่าผมเพิ่งย้ายบ้านมาก็ไม่ผิดนัก ต่อไปนี้ที่ exteen คงจะเป็นที่พำนักความทรงจำแห่งใหม่ของผม หลังจากไม่ค่อยถูกชะตากับการใช้บริการ Space ที่ MSN มอบให้ แต่จะโทษทางนั้นฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนัก มันคงไม่เหมาะกับคอมพิวเตอร์เส็งเคร็งของผมด้วยแหละ เครื่องประกอบเองที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนอยู่มัธยม 4 ซึ่งตอนนี้ผมอยู่ปี 2 แล้ว และก็เรียนช้าไปหนึ่งปีอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้จึงเก่าทีเดียว

ล่าสุดที่เขียนใน Space ของ MSN เป็นบล็อกหนึ่งชิ้นในระยะเวลานาน ซึ่งมีสาเหตุในการกลับมาก็คือ เจ้าของบล็อกค้นพบอะไรบางอย่างในชีวิต มันทำให้เจ้าของบล็อกคนนี้กลับไปเปิด Space เดิมที่ตนเคยหมกมุ่นกับมันอีกครั้งหลังจากไม่ได้แตะมันมานาน เพื่อย้อนรอยอดีตดีๆ ที่เคยมีมา ในบล็อกนั้นพูดถึงเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ที่กระแทกสำนึกรู้ของผมเข้าไปแรงๆ หนึ่งครั้ง ใจความของมันสามารถสรุปออกมาได้ง่ายๆ ว่า...

มันเป็นเรื่องของเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และได้สูญเสียความเป็นตัวเองไปเยอะพอประมาณ

เล่าให้ละเอียดกว่านี้สักนิด แต่ย่อจากต้นฉบับลงมาสักหน่อยก็คือว่า เมื่อมาทบทวนตัวเองอีกที ทำให้รู้ว่ามีหลายด้านของชีวิตที่เราจัดการมันได้ไม่สมดุลในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมา


หากถามว่ามีความสุขไหม มีแน่นอน สิ่งใหม่หลายอย่างมันกำลังทำผมตื่นเต้น และความตื่นเต้นนั้นก็เริ่มบดบังสายตาแบบเก่าของผม

พอเริ่มได้นั่งพักลงแล้วทบทวนตัวเองบ้างเลยพบว่าตัวเองโยนอะไรทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อบล็อก "ก่อนปล่อยให้ผ่านไปอย่างไม่กังขา"

ที่ผ่านมาผมไม่คิดว่าตัวเองประคบประหงมความทรงจำที่ดีได้เพียงพอ อาจจะมีใครต่อใครบอกกับผมว่าผมกำลังจมปลักกับมันจนสูญเสียความเป็นปัจจุบันไป (สลับกันกับที่สูญเสียอดีตเมื่อไหลไปตามปัจจุบันอันเร่งรีบ) แต่ผมเองก็รู้แก่ใจนะ ว่าอดีตมันเป็นดาบสองคม ดังนั้นขอให้ (ใครก็ตาม) เชื่อว่าผมจะก้าวย้อนรอยอดีตเท่าที่เห็นสมควร ถึงใครจะเอาหลักร้อยแปดมาห้ามผมเรียกร้องหาอดีต ผมก็คงปฏิเสธเสียงแข็ง และผมก็เชื่อเช่นกันว่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนามต่างเป็นหนี้บุญคุณอดีตกันทั้งนั้น

อดีตตัวแม่เอ๋ย... คงเหมือนที่ดื่มน้ำอัดลมเพราะมันอร่อย แม้จะทำร้ายร่างกายก็ตาม และมันก็ทำให้ชีวิตของเรารู้จักคำว่า "สุขภาพ" จริงไหม?

และที่สำคัญที่สุดคืออดีตนั่นแลที่เป็นตัวตนของเรา ระบุความเป็นเรา

ดังนั้นการบอกเล่า "อดีต" ใน "อนาคตข้างหน้า" ของผมน่าจะทำให้ทุกคนที่หลุดเข้ามาอ่านบล็อกจิตแตกแห่งนี้ได้รู้จักและเข้าใจตัวตนของ โจ้ ชลัท หรือ I Work Alone... บ้าง

และผมก็แอบหวังเล็กๆ ว่าผมจะได้ย่างเข้าไปผูกพันกับตัวตนของทุกคนบ้างนะครับ ^_^

ป.ล. สิ่งนี้คงเป็นของตายที่ผมมอบให้กับหลายๆ คนที่รู้จัก อย่างน้อยที่สุดมันก็บันทึกตัวตนของผมเอาไว้
เยอะพอควร ---> http://www.myspace.com/lworkalone

ป.ล. 2
บล็อกยังปรับแต่งไม่สมบูรณ์ อาจผิดแปลกสายตาไปบ้างนะครับ